Moulton Summit 2017

3 JUN 2017

           งานรวมตัวผู้ใช้จักรยาน Alex Moulton ในประเทศญี่ปุ่น ที่จัดขึ้นทุกปีโดยเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ ปี 2017 นี้คณะผู้จัดเลือกเมือง Toba จังหวัด Mie 
เมือง Toba เป็นเมืองตากอากาศ มีประชากรอยู่ไม่ถึง 20,000 คน พื้นที่ 108 ต.ร.ก.ม. การเดินทางจากประเทศไทย ทำได้โดยโดยสารเครื่องบินไปลงที่สนามบิน Chubu Centrair International ตั้งอยู่บนเกาะที่ถมทะเลสร้างขึ้นมาในอ่าว Ise เมือง Tokoname จังหวัด Aichi 35 ก.ม.ทางใต้ของ Nagoya 

 


             คณะคนไทย 10 ชีวิต และจักยาน 9 คันในกล่องใส่ขนาดใหญ่พร้อมสัมภาระออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยนกเหล็ก TG644 วันที่ 3 June 2017 เวลา 00.05น. ตารางการเดินทางและกิจกรรมที่คำนวณมาล่วงหน้าแน่นมาก จึงต้องพยายามหลับพักผ่อนตุนกำลังไว้มากที่สุด  เวลาท้องถิ่น 8.30น.คณะทั้ง10 พร้อมกันที่หน้าประตูทางออกหลานชายของตัวแทนจำหน่าย Alex Moulton ร้าน EG Square ใน Nagoya มารอรับอยู่แล้ว Kento คือคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้แบบเข้าใจกันและพอเดาถูก... Kento นัดรถบัสขนาดกลาง เป็นรถ 6 ล้อ คล้ายมินิบัสบ้านเรา คุณโชเฟอร์หน้าตาละม้ายคุณชูวิทย์ พวกเราตกลงเรียกแกว่าลุงชู เห็นลุงชูเกาศรีษะเมื่อเห็นสัมภาระพวกเราแล้ว ไม่แน่ใจว่าต้องมีใครเสียสละนั่งรถไฟตามไปที่ Toba หรือไม่ แต่ด้วยทักษะลุงชูแกจัดการขนกระเป๋าโดยมีหนุ่มไทยเป็นลูกมือได้หมดจรด เหลือที่นั่ง 11 ที่พอดิบพอดี ตรบมือรัวๆ ให้การจัดการของญี่ปุ่น
 
เกือบ 10 โมงถึงได้ออกรถ ลุงชูขับออกจากเกาะเทียมที่ทำเป็นสนามบินแล้วใช้ทางด่วนแบบจ่ายเงินผ่านบัตร แต่ตอนขับแล่นผ่านไม้กั้นทางด่วนแบบวัดใจ คือวิ่งเร็วมากแบบไม่แตะเบรคเลย พวกเราคิดว่าแกคงเคยบินกามิกาเซ่มาก่อน แต่ไม้กั้นก็กระดกขึ้นอย่างเฉียดฉิว ลุงชูใจดีมากๆ ถามว่าจะแวะห้องน้ำไหมให้เวลา 15 นาที ร้าน soft serve คือเป้าหมายแรกของการโจมตีมันจะดูเหมือนไอศรีมโคน แต่นุ่มเนียนแน่น  280yen หมดไปอย่างรวดเร็ว จุดพักนี้มี big bike และ พวกรถสะสมสวยๆ ที่ชาว JP นำออกมายืดเส้นกันอย่างกับมีมหกรรม Motor show ขาดแต่ pretty ล้อหมุนตรงเวลาเรามีเวลาไม่มากที่ต้องจัดการประกอบรถจักรยานและไหนต้องออกไปทานอาหารกลางวันด้วย เพราะว่าเมือง Toba มันอยู่ติดกับเมือง Matsusaka จังหวัด Mie เหมือนกัน แต่เราไม่ได้แวะเนื่องจากเวลาไม่พอ น่าเสียดายกลืนน้ำลายเมื่อผ่านป้ายเมืองนี้ 

เกร็ดเล็กน้อยสำหรับ Mutsusaka คือวัวสายพันธ์ดั้งเดิมที่เลี้ยงกันมาตั้งแต่สมัยเอโดะ บนเกาะ Tajima ต่อมาเมื่ออิทธพลตะวันตกเข้ามาในปี 1935 จัดเป็นเนื้อสำหรับพาณิชย์ จึงย้ายมาเลี้ยงแถบเมือง Matsusaka  เนื้อที่ทานกันผลิตจากวัวตัวเมียสีดำสนิท เลี้ยงดูในบรรยากาศเงียบสงบ อากาศเย็นถ่ายเทสะดวก ไม่ให้วัวออกกำลังกาย อาหารที่ทานก็มีเส้นใยเยอะ ให้ท้องขยายเยอะๆ (อ้วน) ที่สำคัญดื่มเบียร์สัปดาห์ละครั้ง เพราะเชื่อว่าการดื่มเบียร์จะกระตุ้นให้อยากอาหาร ต้องนวดตัวด้วยแปรงที่ทำจากฟาง เพื่อให้ผ่อนคลาย นำมาทำอาหารเมื่ออายุ 3 ปี เนื้อ Matsusaka มีโอเมก้า 3 สูง และ โอเมกา 6 ไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อเป็นไขมันชนิดดี บริโภคได้เรียกว่าเป็น King of beef เลยทีเดียว  

           การมาขี่จักรยานต่างถิ่นหากได้ทำการบ้านมาก่อนจะทำให้ได้การเดินทางที่ไม่ธรรมดา และหากได้มากับกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจคล้ายๆ กันยิ่งเพิ่มพูนความน่าจดจำของทริปนั้นๆ เป็นอย่างทวีคูณ 
ผู้ร่วมทริปนี้มีทั้งคู่รัก กลุ่มเพื่อน นักสะสม ที่ต่างสนใจในสิ่งเดียวกันคือ Alex Moulton แต่ครั้งนี้สิ่งที่มีมากกว่าคือเรามาในฐานะกลุ่มจากประเทศไทย ที่ทางชมรม Moulton ประเทศไทยได้ฝากของที่ระลึกมาให้กับทางชมรม Moulton Japan และเป็นครั้งแรกที่มีชาวไทยมาร่วมปั่นกับเจ้าภาพอีกด้วย จึงยิ่งทำให้มีความสำคัญกับเรามากยิ่งขึ้น
การเดินทางถึงเมือง Toba และหลังรถจอดเทียบที่จอดรถของ Toba Grand Hotel เวลา 12.00 น.พอดี เราลงจากรถทักทาย Sammy เจ้าของร้าน EG Square พร้อมทั้งผู้จัดการขายของ Moulton Bicycle Company จากอังกฤษ Mr.Steve Harvey ก็เดินทางมาร่วมงาน

ผมแอบเห็น Dr.Aoki นักสะสมจักรยาน AM ระดับโลก บุคคลที่มีคนกล่าวถึงเมื่อคุยกันเรื่องรถในตำนานของ Moulton แต่งานนี้คณะเราไม่น้อยหน้าเพราะมี คุณปั๊ม ที่เรียกว่าเป็นนักสะสมอีกท่านหนึ่งที่เป็นหน้าเป็นตาของชาวไทย เดินทางมาด้วย และนำรถในระดับตำนานมาแสดงพร้อมขี่ในทริปวันพรุ่งนี้

เมื่อนำสัมภาระลงจากรถมินิบัสเรียบร้อย Sammy เจรจากับลุงชู ให้ขับรถไปส่งพวกเราที่ร้านอาหาร Matsumura ซึ่งที่เป็นร้านที่ทำให้เรารู้จัก Matsusaka แท้ๆ และเกือบหมดตัวกันเลยทีเดียว  

             หลังจากอิ่มหนำ บ่ายสอง กลับมาที่โรงแรม บางส่วนก็ไปขนกระเป๋าเข้าห้อง ขณะที่คุณบอย จาก British Cycle Square กำลังประกอบรถ เพื่อเตรียมนำเข้าไปลงทะเบียน ซึ่งกว่ารถ 9 คันจะเสร็จสมบูรณ์ก็ใช้เวลาไปประมาณ 2 ชั่วโมง ขณะที่ทำรถทีมงาน Life Cycling TV ก็เริ่มทำงานไปพร้อมกัน สัมภาษณ์ Dr.Aoki , Mr.Z, คุณยู แล้วก็ ผม สำหรับรายการ ที่ on air วันที่ 15 July 2017 ทางช่อง 31  เมื่อประกอบรถเสร็จก็ต้องทยอยนำไปลงทะเบียนเข้างาน โดยผู้จัดจะติด tag ให้ที่ใต้อาน มีเลขตรงกับ tag อีกอันที่ข้อมือ ถ้าไม่มี tag มาแสดงพร้อมรถก็อย่าหวังว่าจะนำรถออกจาก Hall ที่ใช้แสดงรถได้ และ tag จะใช้จนกว่าจะจบงานในวันพรุ่งนี้ที่ศาลเจ้า Ise Jingu 

 

 
หลังลงทะเบียนเข้างาน ติด tag และรับของที่ระลึก เป็นสิ่งพิมพ์แนะนำเกี่ยวกับสถานที่ในเมือง Toba และ Ise พวกเราก็เข็นรถไปที่ Hall สำหรับจัดงานซึ่งวางจักรยานของทุกคนรายล้อมโต๊ะสำหรับนั่งทานอาหารเย็น เรามีเวลาอาบน้ำเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าวิ่งมาเข้างานที่เริ่มตอน 17.00 น.

   

กล่าวเข้างานโดย Mr.Giro เจ้าของ Dynavector ผู้เป็น Distributor ของจักรยาน Alex Moulton ของญี่ปุ่นมานาน 33 ปี ต่อด้วย Dr.Aoki และ Sammy ในฐานะโฆษก ก็ได้แนะนำให้รู้จักกับผม ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่าย Alex Moulton จากประเทศไทย

บรรยากาศในงานเรียบง่ายอาหารชุดอลังการ เดินชมรถเป็นการย่อย พอหิวก็นั่งทานต่อ เดินไปคุยกับเพื่อนญี่ปุ่น ในงานมีการแข่งขันเพื่อแย่งชิงของที่ระลึกกัน การแข่งขันง่ายมาก เป้า ยิง ฉุบ กันเพื่อหาผู้ชนะ สนุกสนานสำหรับการแย่งชิงของรางวัลต่างๆ กันพอสมควร

 

ก็ถึงเวลา high light คือการแนะนำรถจักรยาน DV-1 โดย Dynavector จักรยานที่ใช้เส้นลวดซี่ลวดสำหรับดึงเฟรม ซึ่งเป็นแนวคิดที่บังเอญตรงกับแนวคิดของ Dr.Alex Moulton ที่คิดไว้ช่วงปี 70’ ก่อนจะสร้าง spaceframe แต่ DV-1 เป็นผลงานของ Mr.Giro ที่ได้นำต้นแบบไปให้ Dr. Alex ดูที่อังกฤษ ได้พูดคุยกัน แถมยังได้ทำการทดสอบความ stiff ของเฟรมให้อีกด้วย สำหรับช่วงล่างด้านหน้าก็เป็นแบบสปริงดึง ซึ่ง Dr.Alex ได้ให้การ Approve ด้วย จึงถือได้ว่า DV-1 เป็นรถที่ได้รับการยอมรับจาก Moulton แต่เป็นสัญชาติญี่ปุ่น ผลิตโดยโรงงานผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่น และจะวางขายในปลายปี 2017 นี้ Giro นับถือ Alex มาก ในปี 2016 เขาเดินทางไปอังกฤษนำรถต้นแบบ DV-1 ที่ทำสำเร็จไปแสดงความเคารพต่อหน้าหลุมศพ Dr.Alex Moulton แฟนๆ ชาวไทยเตรียมหยอดกระปุกไว้ได้เลยสำหรับ DV-1 ที่จะเดินทางมาขายในประเทศไทยอย่างแน่นอน

 

หลังจากการแนะนำรถ ได้มีการต้อนรับแฟนๆ ชาวไทยซึ่ง Giro, Dr.Aoki และ Sammy ได้แจก Muslett ที่บรรจุเสื้อและหนังสือ Moultoneer ให้เป็นที่ระลึกด้วย เวลานัดหมายสำหรับการปั่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ Meoto Iwa หินที่เป็นผู้ชาย ผู้หญิง ผูกติดกันเหมือนแต่งงานด้วยเชือกที่จะเปลี่ยนทุกๆปี พรุ่งนี้คือ ตี 3  งานเลี้ยงเลิก 3 ทุ่ม ไม่ทุกคนในคณะที่จะตื่นไปปั่น เรานัดแนะกันเฉพาะทีมที่จะตื่นเช้า แต่กว่าจะนัดแนะกันเสร็จก็มีเวลานอนตั้ง 3 ชั่วโมง


4 June 2017 
วันที่ 2 ของ Moulton Summit Japan 2017 เวลาตี 3 ทีมงานฝั่งญี่ปุ่นตรวจ Tag ข้อมือเราว่าตรงกับรถที่เราทะยอยจูงออกจาก Hall หรือไม่ เราเข็น Moulton คันเก่งของแต่ละคนมาเปิดไฟหน้าโรงแรม ลมทะเลพัดเย็นยะเยือก อุณหภูมิริมทะเล 16องศา ไม่เกินไม่ขาด โชคดีที่เตรียม wind Jacket และกางเกงขายาวไป สอบผ่านในเรื่องการคาดการณ์ เราเริ่มไหลลงเขาจากที่จอดรถของโรงแรม ผ่าน Mikimoto ไปรวมพลที่วงเวียนน้ำพุ แล้วผู้นำก็นำเราขี่ซึมๆ ขึ้นเขาเรื่อยๆ จำได้ว่าคือทางที่รถลุงชูวิ่งพาเราเข้าเมืองเมื่อวาน เราขี่ย้อนศรขึ้นเขา เข้าอุโมงค์ ประมาณ สิบกว่ากิโลเมตร เหงื่อเริ่มซึม ก็มาถึงจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น Meoto Iwa ที่ซึ่งชาวญี่ปุ่นมาขอพรเกี่ยวกับความรักกัน เวลาตี 4 ผู้คนมาชมความงามของธรรมชาติเยอะมาก ผมต้องตะเกียกตะกายปีนขึ้นไปรอถ่ายภาพ มีความรู้สึกว่าคนญี่ปุ่นชอบเข้าถึงธรรมชาติมาก เขาใกล้ชิดแต่ไม่เบียดเบียน พยายามอยู่ร่วมกับธรรมชาติ สักพักมี Moultonere เดินมาบอกผมว่าเดี๋ยวพระอาทิตย์ขึ้นจะเห็น fuji นะวันนี้อากาศดี แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ทุกปีเดือน พ.ค.จะมีพิธีเปลี่ยนเชือกที่โยงระหว่างหินก้อนใหญ่ (ผู้ชาย) และหินก้อนเล็ก (ผู้หญิง)ที่โผล่ขึ้นจากน้ำ 

 

การขี่ขากลับเป็นไปตามคาด ขาลงไหลๆ สบายๆ จนต้องขึ้นเนินชันมากที่ทางเข้าโรงแรม เวลา 6 โมง 40 ที่สว่างราวกับกลางวัน อาหารเช้าพร้อมตอน 7.00 น. เรานั่งอ้อยอิ่งจัดการกับอาหารอร่อยหลายชนิดตรงหน้าจน 8โมงกว่า จึงรู้ว่าเขาเรียกรวมตอน 8 โมง แต่ชาวไทยเราอยู่กลุ่ม F ออกตอน 8.30 น.รอดตัวไป การจัดการปั่นแบ่งเป็นกลุ่ม A, B, C กลุ่มละ 10 คัน แต่ละกลุ่มมีผู้นำกลุ่มที่ควบคุมระยะเวลาปั่น/พัก และนำเส้นทาง กลุ่มเราก็มี JP 1 ท่านพูดสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และ Kento เจ้าเก่าตามมาคอยดูแล ปั่นได้สิบกว่ากิโล ทางเรียบมาก ขึ้นๆ ลงๆ พอเลี้ยวซ้ายต้องขึ้นเขาประมาณ 4 ลูก เพื่อข้ามไปเมือง Ise ผมยิงยาวได้ไม่มีปัญหาเพราะพี่บอย set รถให้ใหม่ใช้แฮนด์แบบ Mosquito ที่ออกแบบให้คล้ายคันบังคับเครื่องบิน จับถนัดไม่ต้องก้มเหมือนแฮนด์เสือหมอบ

กลุ่มเริ่มแตกตามกำลังวังชาของแต่ละคน มาเจอกันที่สะพานข้ามน้ำก่อนเลี่ยวเข้าหมู่บ้าน เราพบกับ TV team ขับรถมาพอดีเขาขอถ่ายรูปแล้วก็แยกย้ายกัน เมื่อถึงเมือง Ise ซึ่งใหญ่กว่า Toba ดูมีความเจริญมากกว่าเราจอดรถที่อุโมงค์ใกล้าสถานีรถไฟ ที่นี่ทีมงานได้ย้ายที่แขวนจักรยานมาไว้ที่นี้ ติดป้ายกลุ่มต่างๆ อย่างชัดเจน เรานำจักรยานไปแขวน แล้วออกเดินเท้าไปยังจุดที่เป็นทางเข้าศาลเจ้า Ise Jingu ซึ่งเป็นศาลเจ้าสักดิ์สิทธิ์มีมา 2000 ปี ก่อนตั้งประเทศญี่ปุ่นเสียอีก ศาลเจ้ามีสะพานไม้ข้ามแม่น้ำ Isuzu เป็นสะพานแบบเก่าใช้สลักไม่มีตะปูเลย เราพบผู้คนแต่งตัวด้วยกิโมโน เดินปะปนอย่างไม่เคอะเขิน อยากให้คนไทยแต่งตัวย้อนยุคแบบนี้บ้างจัง 

ออกจากศาลเจ้าเรามุ่งหน้าสู่ถนนคนเดิน ซึ่งมีร้านค้าขายของย้อนยุคในราคาไม่แพง ทั้งของกินและของใช้เล่นทำจากไม้ 
เวลานัดรวมตัวเพื่อถ่ายรูปและขี่กลับคือ บ่าย 2 โมง หลังจากถ่ายรูปกลุ่มกันเสร็จเราเดินกลับไปที่จอดจักรยานโชว์ Tag แล้วจึงนำจักรยานออกจากที่จอดได้ การเดินทางกลับใช้ทางเส้นทางเดิม นั่นแปลว่าเรา  จะลงมากกว่าขึ้น เส้นทางผ่านชนบทน่าอยู่กับความเงียบสงบ อากาศดี  ถนนเรียบจน Moulton ไม่ได้ใช้สมรรถนะด้านช่วงล่างเลย มีสมาชิกกล่าวว่ามันเรียบ แต่ไม่ราบ มีแต่เขา ไม่มีเรา 

 

เมื่อขี่ขึ้นมาที่จอดรถ สูงประมาณตึก 4 ชั้น และชันมาก ส่วนมากกัดฟันเฮือกสุดท้ายกันที่เนินนี้เราขี่กันวันนี้เกือบ 50 ก.ม.แล้ว ชาว Moultoneer เริ่มเก็บรถกลับกันบ้างแล้ว เรายืนส่งสมาชิกญี่ปุ่นกันจนลับสายตา คนญี่ปุ่นที่มาร่วมปั่นจะเป็นคนที่มีอายุมาก บ้างใกล้เกษียณแต่ต้องรีบกลับไปทำงานในวันจันทร์ บ้างขับรถมา บ้างขึ้นรถไฟมา มาจากหลายจังหวัด แสดงให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งของเขาจริงๆ งานใหญ่มีเพียงปีละครั้ง จัดได้สมบูรณ์ไม่แพ้งานที่ อังกฤษครับ 
ก๊วนคนไทยที่ยังค้างคืนที่ Toba Grand ต้องจอดรถรวมกันที่วางพักกระเป๋าบริเวณหน้าโรงแรม เราไม่ลืมที่ล๊อคจักรยานที่เตรียมไป ล๊อครวมกันไว้ทุกคัน สาเหตุที่เราพักต่ออีก 1 คืนเพราะเราวางแผนจะขี่จากโรงแรมไปดูอามะ ที่มีอาชีพดำน้ำหาอาหารทะเลมาขาย ต่เรานัดลุงชูให้มารับตอนเวลา บ่าย 3 ซึ่งนับเป็นโชคดีที่เราได้คุณ Yoshiyuki Akamatsu มาเป็นเพื่อนร่วมปั่นด้วยในวันพรุ่งนี้ แล้วก็อาบน้ำเตรียมตัวพบ Dinner ที่ได้รับการ upgrade จนมีเป๋าฮื้อ Lobster เนื้อ เราเชิญคุณ Yoshi มา dinner party กับพวกเราด้วย ซึ่งแปลกใจที่พวกเราร้องเพลงประกอบภาพยนต์ญี่ปุ่นยุค 70 ได้กันหลายเพลง หลังจาก party เล็กๆ จบลงเพราะห้องอาหารปิดเราย้ายไป lobby ซึ่งมีมือกีตาร์เล่นอยู่ เราสนุกกันกับนักร้องกิตติมศักดิ์ จนผมต้องขอตัวนอนแต่ก่อนนอนแอบไป ออนเซ็นก่อน ปิดเที่ยงคืนยังทัน ขอ 15 นาทีก็ยังดี เพราะขืนอยู่ต่อเท่ากับว่าผมไม่ได้นอนมาจะครบ 24 ชั่วโมง

 


 
ข่าวร้ายแต่เช้าที่ห้องอาหาร คุณ Yoshi แจ้งว่าเราไม่สามารถไปชมอามะ และกลับมาทันแน่ๆ จึงเลื่อนเวลารถรับเป็น 17.00น. แล้วจัดการเปลี่ยนเส้นทางให้ใหม่เพราะอามะนั้นต้องใช้เวลาปั่นไป-กลับกัน 12 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย จุดมุ่งหมายใหม่โดยคุณ Yoshi ที่จะมีอายุครบ 70 ในเดือนหน้าก็เกิดขึ้นจากการกล่าวว่าผมเกลียดการขึ้นเขา แต่เอ๊ะ เส้นทางที่จะไปนะ จุดชมวิว Pearl Road ของเมือง Toba  เดี๋ยวนะจุดชมวิวมันต้องสูงไม่ใช่เหรอ 
การขี่กลับลงมาจากจุดชมวิวเป็นการไหลลงเสียมากกว่าขึ้น เราใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็กลับลงมาถึงพื้นราบ ก่อนเข้าโรงแรม แวะส่งคุณ Yoshi ขึ้นรถไฟกลับบ้านเป็นอันจบวิถีชาวโมลตันที่มาร่วมงาน Moulton Summit 2017 

 

คณะเรา pack รถแล้วขนของขึ้นรถลุงชูซึ่งมารอตามเวลานัด เคลื่อนย้ายสูงเมือง Nagoya สถานที่ปั่นเที่ยวเล่นต่อจากงานรวมตัวที่จะอยู่ในความทรงจำของพวกเรา และหวังว่าจะได้เห็นงานแบบนี้จัดขึ้นที่ประเทศไทยบ้าง