ชิว แชะ ชิม ส่งท้ายปลายปี ที่หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก ฺกับ BCS BY Patty

8 DEC 2017

ปั่น AEC ที่ หลวงพระบางส่งท้ายปลายปีกับ BCS

หลังจากที่ต้นปีเราได้มีโอกาสไปปั่น AEC ที่เมืองดานังและฮอยอัน เมื่อมกราคม 2560 ชาว BCS อยากไปสัมผัสอากาศหนาวและชีวิตสโลว์ไลฟ์ นำด้วยพี่ภาณุ หรือเฮียเบิ้ล ผู้มีความเร็วประดุจนินจาและเป็นโต้โผผู้ริ่เริมทริปหลวงพระบาง ส่งท้ายปลายปี 2560

 

เมื่อเลือกวันได้แล้วก็มาลงตัวที่ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ช่วงวันหยุดวันรัฐธรรมนูญ  มีหลายท่านถามเรื่องการนำจักรยาน Brompton โหลดเป็นสัมภาระขึ้นเครื่องบิน การเดินทางครั้งนี้เราเลือกบินด้วยสายการบินไทยสไมล์ ได้น้ำหนักสัมภาระคนละ 30 กิโลกรัม (จึงหมดกังวลกับการต้องซื้อน้ำหนักสัมภาระเพิ่ม) ตอนเช็คอินเพื่อออก Boarding Pass ต้องนำสัมภาระทั้งหมดชั่งน้ำหนักรวมและออก Baggage Tag ที่สนามบินสุวรรณภูมิเราสามารถส่งกระเป๋าเดินทางที่เคาเตอร์เช็คอินได้เลย ส่วนกระเป๋าจักรยานที่ติด Baggage Tag เรียบร้อยแล้ว ต้องนำไปส่งที่ช่องส่งกระเป๋า Oversized Bag/ Luggage

 

ทริปนี้มีสมาชิกร่วมเดินทาง 9 ท่าน มีทั้งขาประจำหน้าเดิมและมือใหม่เริ่มปั่นจักรยานพับ  เราใช้เวลาเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิถึงสนามบินหลวงพระบาง 1.20 ชั่วโมง รอผ่านพิธีผ่านตรวจคนเข้าเมือง รับสัมภาระและกระเป๋าจักรยาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เราเรียกแท๊กซี่แวนจากสนามบิน 2 คัน ค่ารถคันละ US$20 [แนะนำให้จองผ่านโรงแรมที่เราจะพัก ขากลับให้โรงแรมจองให้ คิดค่ารถคันละ US$10 !!!]

 

เมื่อเราเช็คอินเข้าห้องพักที่โรงแรม Mason Dalabua เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเริ่มปั่นสำรวจเมืองเพื่อหาอะไรทานเล็กน้อยก่อนที่จะรับประทานอาหารเย็นที่จองไว้ตอน 1 ทุ่มตรง  บ่ายแก่ๆ อากาศไม่ร้อน ปั่นเรียบลำน้ำคานไปจนถึงแม่น้ำโขง  ช่วงหน้าหนาว พระอาทิตย์ตกประมาณ 17.30 น. มืดแล้ว ทัวร์ปั่นร้อยกินล้านจึงขอเปลี่ยนเวลาทานอาหารเย็นเป็น 6 โมงเย็นที่ร้าน Le  L'Elephant Restaurant Francais เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดังของเมือง ถ้าไปที่ยวช่วงวันหยุดยาว แนะนำให้จองไปก่อนนะคะ วันที่เราไปทุกโต๊ะถูกจองเต็มและลูกค้าทยอยเข้าร้านมาเรื่อยๆ หลวงพระบางเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากกว่าจำนวนประชากร นักท่องเที่ยวมีทั้งที่มาจากยุโรปและเอเซีย ร้านอาหารจึงมีพอสมควร มีทั้งร้านหรูหราของโรงแรม ร้านอาหารฝรั่ง ร้านอาหารไทย ร้านอาหารไทยลาว ร้านกาแฟ ร้านขนมปังและเบเกอรี่ ร้านอาหารพื้นเมืองที่ขายแจ่วบอง สาหร่ายทอด เฝอหมู เฝอไก่ ข้าวเปียก (โจ๊ก) ข้าวเปียกเส้น (ก๋วยจั๊บญวน) แซนวิชลาว (หรือบั๊นหมี่ ในภาษาเวียตนาม) ทำจากขนมปัง Baguette ที่กรอบนอกนุ่มใน ใส่ผักกาด พริก ผักชี แตงกวา แครอท  หมูสับปรุงรส

วัฒนกรรมการกินของคนหลวงพระบางดูจะปนๆ ระหว่างฝรั่งเศส เวียตนามและไทย อาหารราคาพอสมควรไม่แพงมากแต่ก็ไม่ถูกซะทีเดียว สินค้าหลายอย่างที่จำหน่ายในประเทศลาวต้องนำเข้าจากประเทศไทย ร้านค้าในหลวงพระบางรับชำระค่าสินค้าเป็นเงินบาท แต่จะทอนเป็นเงิน KIP แต่ก็มีหลายร้านที่ทอนเป็นเงินบาท

คืนแรกหลังจากอิ่มอร่อยพุงกลม ก็เดินชมตลาดมืด ซึ่งจะเป็นตลาดขายของพื้นเมือง ตั้งอยู่บนถนน Sakkarine  ช่วงที่เราไปมีเทศกาล Luangprabang Film Festival พอดี มีภาพยนตร์จาก AECมาฉายให้ชมฟรีบนจอหนังกลางแปลงกลางแจ้งหลายเรื่องทีเดียว [http://www.lpfilmfest.org]

คืนนี้เหนื่อยแล้ว ต้องรีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้แต่เช้าตรู่เรามีนัดใส่บาตรกันเวลา 5.50 น.

 

วันที่สองของการเดินทาง เช้านี้เรามีนัดกันจะไปใส่บาตร โดยให้ทางโรงแรมจัดอาหารไว้ให้ ซึ่งจริงๆ แล้ว คือข้าวเหนียวนึ่งหนึ่งกระติ๊บใหญ่ พระและสามเณรจะเดินเป็นแถวแยกมาเป็นวัดๆ  ทำเลที่ใส่บาตรคือฟุตบาทบนถนน  Sakkarine  ซึ่งเป็นถนนเส้นสำคัญของเมือง จะไปไหนมาไหนก็ต้องผ่านถนนเส้นนี้

 

ปั่นรับอรุณมาถึงจุดนัดหมายใส่บาตร 5.50 น. เช้านี้อากาศไม่เป็นใจ ฝนตกพรำๆ แต่เช้า พระและเณรออกบิณฑบาตรตามปกติ บางรูปกางร่ม ได้บรรยากาศแปลกไปอีกแบบ พระและเณรจะเดินไปเรื่อยๆ ไม่มีการให้พร ญาติโยมนั่งคุกเข่าที่พื้น หรือนั่งเก้าอี้เตี้ยๆ หยิบข้าวเหนียวด้วยมือเปล่าจากกระติ๊บและนำใส่บาตร ข้าวเหนียวร้อนมาก ไม่มีช้อนตัก ใช้มือเปล่าหยิบจับวางใส่ในบาตรเท่านั้น ใส่บาตรเสร็จ ฟ้ายังไม่แจ้งด้วยว่าเป็นอากาศหน้าหนาว พระอาทิตย์ขึ้นราวๆ หกโมงครึ่ง ได้รับคำแนะนำว่าต้องไปทานขนมปังที่ร้าน Zurich Bakery ซึ่งเป็นของคนไทยและมีสาขาที่ภูเก็ตด้วย  กาแฟ อาหารและขนมปังอร่อยจริง ตัวร้านสร้างใหม่ภายนอกอาคารเป็นสไตล์โคโลเนียลสร้างให้ดูเก่าตามกฎของเมืองที่ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก (UNESCO World Heritage) งานตกแต่งภายในเก๋ไก๋ทำได้สวยงามสมกับเป็นร้านเบเกอรี่สมัยใหม่

 

คณะของเรานั่งดื่มกาแฟ ทานขนมปัง และอาหารแบบเช้าวันหยุดที่ไม่เร่งรีบเพื่อรอฝนหยุดพร้อมทั้งวางแผนกิจกรรมท่องเที่ยวประจำวันที่จะไปชมธรรมชาติและหมู่บ้านทอผ้าลาว เราเหมารถตู้ 7 ที่นั่งไป 2 คัน (ค่าบริการ 6 ชั่วโมง US$110 ให้โรงแรมช่วยติดต่อจองให้ได้สะดวกมาก) สรุปว่าวันนี้เราเริ่มไปเที่ยวที่หมู่บ้านผานม ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงพระบางประมาณ 4 กิโลเมตรทางทิศตะวันออก หมู่บ้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำคาน เป็นหมู่บ้านชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองสิบสองปันนา มีประชากรประมาณ 250 ครอบครัว ปัจจุบันบ้านผานมได้รับการยกระดับจากทางการให้เป็น “หมูบ้านวัฒนธรรม” ผ้าทอมือจากบ้านผานมเป็นผ้าทอที่มีชื่อเสียงมาก มีการรวมกลุ่มตั้งเป็นศูนย์หัตถกรรมแสดงสินค้า มีการสาธิตการทอผ้าด้วยกี่กระตุกแบบดั้งเดิม และยังมีผ้าทอรูปแบบต่างๆ จำหน่ายให้นักท่องเที่ยว ผ้าทอบ้านผานมมีทั้งผ้าแพรเบี่ยงลวดลายแบบลื้อแท้ และผ้าที่ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน  เช่น ผ้าปูโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง ผ้ารองแก้วรองจาน ฯลฯ

 

 

หลังจากที่สาวๆ ในคณะของเราได้เลือกชม เลือกซื้อผ้าเป็นที่สบายใจแล้ว สมาชิกของเราก็เริ่มหิวและงอแงอยากทานเฝอ อ้ายคนรถชื่อ อ้ายไท จึงพาไปกินร้านอาหารบ้านๆ  อร่อยมากทั้งเฝอ ก๋วยจั๊บญวน แคปหมูและแจ่วบอง เมื่อท้องอิ่ม คณะของเราก็พร้อมเดินทางไปน้ำตกตาดกวางสี (Kuang Si Falls, Tat Kuang Si Waterfalls,  ) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงพระบางประมาณ 32 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางร่วมชั่วโมง ทำให้พอได้มีเวลางีบหลับในรถแบบไม่ค่อยสบายนัก เพราะถนนไม่ดี เป็นหลุมเป็นบ่อ

 

น้ำตกตาดกวางสีเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดของหลวงพระบาง มีจำนวนชั้นทั้งหมด 4 ชั้น มีความสูงโดยรวมประมาณ 75 เมตร เป็นน้ำตกหินปูน น้ำในน้ำตกจึงมีสีเขียวมรกต ภายในน้ำตกมีการจัดการท่องเที่ยวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ราคาบัตรผ่านเข้าชม 20,000 กีบ (100 บาท) เปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 6.00-17.00 น. บริเวณทางเข้าน้ำตกจะมีศูนย์อนุรักษ์หมี ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมหมีจากการช่วยเหลือจากการค้าสัตว์ป่าในสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศลาว ซึ่งค่าเข้าชมส่วนหนึ่งก็นำมาอนุรักษ์บำรุงหมีด้วยเช่นกัน

 

เดินถ่ายรูปชมวิวทิวทัศน์ สูดอากาศบริเวณน้ำตก ชมดอกไม้สวยๆ พอสมควรแกเวลา จึงมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองเตรียมปั่นต่อในช่วงเย็น ตั้งใจว่าจะไปเที่ยวที่ Luangprabang Artisan เป็นศูนย์ศิลปหัตถกรรม แต่ว่าวันนี้ปิดเพราะใช้เป็นหนึ่งในสถานที่จัดกิจกรรมงาน Luangprabang Film Festival (ไว้ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อการมาเยือนครั้งหน้าว่ายังเที่ยวไม่ครบ) ปั่นไปทาน afternoon tea ที่ Joma Bakery สาขาริมน้ำคาน ดื่มๆ ชิมๆ พอให้หายอยากก็ไปเที่ยวชมร้านค้าบนถนน Sakkarine ได้ดูผ้าทอลายงามๆ ที่สวยติดตา ราคาสมฝีมือที่ร้าน "Ock Pop Tok (www.ockpoptok.com) อ่านว่า ออก-พบ-ตก เป็นร้านขายผ้าทอมือที่มีดีไซน์ร่วมสมัย ร้านออก-พบ-ตก เป็นกิจการเพื่อสังคมอันเกิดจากความร่วมมือของสาวช่างภาพชาวอังกฤษกับชาวหมู่บ้านทอผ้าพัฒนามาเป็น Living Crafts Centre ผลิตสินค้าจากผ้าทอมือและมีหน้าร้าน 2 ร้านในเมืองหลวงพระบาง และยังมีที่พักเล็กๆ น่ารักริมแม่น้ำโขง มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของ พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณและโรงเรียนสอนทอผ้าด้วย

 

เดินเล่น ชมช้อปจนหิว วันนี้พยายามหาร้านอาหารลาวพื้นเมืองทาน แต่ก็ไปจบที่ร้านอาหารในโรงแรมบุหร่าส่าหรี (Burasari Heritage) เป็นอาหารลาวปนไทย มีความผสมผสานสมกับเป็นบ้านพี่เมืองน้องกันทีเดียว ทานอิ่มก็ง่วงแล้ว เดินจูงจักรยานผ่านตลาดมืด เพื่อปั่นกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม

 

เช้าวันที่สามมีเวลาเที่ยวอีกครึ่งวัน จึงเริ่มวันด้วยอาหารเช้าที่ร้านหัวมุมทางเข้าตลาดดารา เป็นอีกมื้อที่อิ่มอร่อยและได้บรรยกาศมาเที่ยวหลวงพระบาง จากนั้นเราก็ปั่นเลียบแม่น้ำคานไปถึงแม่น้ำโขง เพื่อไปเที่ยวชมวัดเชียงทอง วัดเชียงทองสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2103 เป็นวัดที่สำคัญและสวยงามที่สุดและได้รับการมาเยี่ยมเยือนจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด นักโบราณคดียกย่องว่าวัดเชียงทอง ค่าเข้าชม 20,000 กีบ (100 บาท)

ขออนุญาตแปะลิงค์รายละเอียดวัดเชียงทอง และขอขอบคุณเจ้าของข้อมูล คุณ Lucky in Life มา ณ ที่นี่ด้วยค่ะhttps://2g.pantip.com/cafe/gallery/topic/G7653305/G7653305.html

 

เสร็จจากวัดเชียงทอง เราปั่นไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญอีกที่คือวัดพระธาตุพูสี ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณท์หลวงพระบาง หรือวังเดิม

ก่อนทางขึ้นจะมีป้ายแนะนำวัดเล็ก ๆ  ชื่อวัดป่าฮวก เขียนว่าสร้างโดยรัชกาลที่ 5 ของไทย เป็นโบสถ์เดี่ยว ๆ  ปัจจุบันทรุดโทรมตามกาลเวลา พวกเราได้แวะกราบพระประธานและชมงานจิตรกรรมฝาผนังภาพเขียนสี ก่อนที่จะเดินขึ้นเขาประมาณ 100 เมตรไปยังพระธาตุพูสี ต้องแวะจ่ายค่าเข้าชม 20,000 กีบ (100 บาท) เดินบันได 328 ขั้นชันพอได้หอบ ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีก็ไปถึงยอด ได้สามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบเมืองหลวงพระบาง และลำน้ำสองสายที่มาบรรจบกัน วัดพระธาตุพูสีนี้มีทางขึ้นทางด้านหลังอีกทางซึ่งอยู่ติดกับฝั่งแม่น้ำคาน  วัดพระธาตุภูสีเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง แต่รอบนี้คณะเราพลาด จึงเป็นเรื่องแน่นอนว่า BCS ปั่นร้อยกินล้าน จะต้องจัดทริปมาเยือนเมืองหลวงพระบางอีกเป็นแน่ เพื่อนๆ ท่านใดสนใจ ลงชื่อรอไว้ได้เลยค่ะ

 

ครึ่งวันที่สามซึ่งเป็นวันสุดท้ายของทริปก็จบลงด้วยความอิ่มเอม ก่อนจะทานอาหารกลางวันไทยลาวส่งท้ายที่ร้านอาหารของโรงแรม 3 Nagas  การเดินทางจากเมืองไปสนามบินใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที เช็คอินโหลดสัมภาระและกระเป๋าจักรยานที่เคาเตอร์เช็คอิน (ไม่มีช่องโหลดกระเป๋า Oversized) ผ่านพิธีตรวจคนออกเมือง เตรียมพร้อมเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ

การเดินทางครั้งนี้ผ่านไปอย่างราบรื่น ปั่นสนุก อิ่มอร่อย และขอขอบคุณลูกทัวร์ทุกคนที่ให้ความไว้วางใจเดินทางไปปั่นร่วมกับ BCS มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลประกอบจาก

https://th.wikipedia.org/

http://www.megazy.com/

https://pantip.com/topic/36516736

https://2g.pantip.com/cafe/gallery/topic/G7653305/G7653305.html

 

และภาพสวยจากกล้องของพี่ Govt และพี่ต้อค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลวงพระบาง (ลาว: ) เป็นเมืองเอกของแขวงหลวงพระบาง ประเทศลาว ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ซึ่งไหลมาบรรจบกันบริเวณนั้นเรียกว่า ปากคาน เป็นเมืองที่องค์การยูเนสโกได้ยกย่องให้เป็นมรดกโลกด้วยเหตุผล คือ มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย มีบ้านเรือนอันเป็นเอกลักษณ์โคโลเนียลสไตล์ และชาวหลวงพระบางมีบุคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร และมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม

หลวงพระบาง เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้าง ราวๆ ศตวรรษที่ 7-16 ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่กรุงเวียงจันทร์ มีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับศาสนาพุทธมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันดีในด้านวัดวาอารามมากมายทางพุทธศาสนา ทุกๆ เช้าพระสงฆ์และเณรหลายร้อยรูปจากวัดต่างๆ จะเดินบิณฑบาตรข้าวเหนียวตั้งแต่เช้าตรู่