ปั่นนวดน่อง บางตะไนย์ ไปกับBCS

20 FEB 2018

BCS ชวนปั่นนวดน่อง บางตะไนย์
           18 ก.พ.61 มีกลุ่มชายหญิงหลายคนขับรถมาจอดที่หน้าร้าน BCS ตามคำเชิญชวนว่าวันนี้ BCS จัดขี่ทางไม่ใกล้ไม่ไกล ระยะทางตั้งไว้ 40-60กิโลเมตร โดยคาดว่าใช้เวลาสักครึ่งวันพอ เหตุการณ์กลับไม่เป้นเช่นนั้น
แขกรับเชิญในวันนี้คือกลุ่มพี่ๆ ที่ผมให้ความเคารพโดยส่วนตัว เพราะเคยพาผมปั่นไกลที่สุดในชีวิต เมื่อครั้งแรกเริ่มเข้ามารู้จัก Alex Moulton จักยานล้อเล็กที่ผู้คิดค้นถือได้ว่า genius ย้อนกลับไปประมาณ 5 ปีก่อน ตอนผมซื้อ Alex Moulton คันแรกจาก Spaceframe เป็นรุ่น AM20.2 ปี 2012 สีแดงเฟอร์รารี่

 

            พี่สมมาตร ในขณะนั้นเป็นประธานชมรม MBCT หรือเต็มยศคือ ชมรมจักรยานโมลตันประเทศไทย ได้จัดให้มีการปั่นครั้งที่ 2 ของชมรม จากศาลายา ไป อัมพวา เส้นทางย้อนไป ย้อนมารวมแล้วกว่า 120 ก.ม. ครั้งนั้นทำให้ผมรู้จักว่า AM มันช่วยให้คนปวดเข่าเนื่องจากใช้งานมากในวัยหนุ่ม สามารถขี่จักรยานเกิน 100 ก.ม.ได้โดยไม่ยาก ผมสรุปของผมเองหลังจากนั้นหลายครั้งที่ไปขี่เกิน 100 ว่ารถมันถูกออกแบบมาสำหรับคนแก่ (ตอน ดร.Alex คิดรูปแบบ Spaceframe อายุ 60 ปี) และเป็นรถที่ไม่เหมาะกับหนุ่มสาว (เพราะราคาสูง) แต่ Moulton ก็ผลิตรุ่นประหยัดสำหรับตลาดวัยรุ่นด้วยคือรุ่น TSR ที่ราคาไม่แรงแต่คงไว้ด้วยคุณสมบัติความนุ่มนวลสไตล์ Moulton 
เมื่อผู้อาวุโสทั้ง 6 ท่านมากันครับ เส้นทางที่เตรียมไว้ไม่หนักจนเกินไป เพราะ 1 ใน 6 เพิ่งผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ แต่จากการพูดคุยกันเมื่องาน “Moulton ศิลปะ วิศวกรรม อัจฉริยะ” ที่จัดขึ้นให้เป็นงานชุมนุมจักรยาน Moulton ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พี่สมมาตร ได้รับฟังเรื่องราวต่างๆ ตลอดจน concept การตั้งร้าน BCS ท้ายสุดพี่ท่านรับปากว่าจะมาปั่นด้วยถ้า BCS จัด 
ดีใจสุดๆ ที่ได้ปั่นร่วมกับตำนาน Alex Moulton เมืองไทย เพราะสมัยเริ่มแรกน้อยคนมากครับที่จะรู้จักจักรยานยี่ห้อนี้ ยิ่งคำถามแรกของคนที่มองจักรยานคือ ราคาเท่าไหร่ หนักเท่าไหร่ ก็มักจะเดินหนีไป แต่กลับกัน คนกลุ่มนี้มักจะใช้ จักรยานล้อเล็กในการเดินทาง (และไกลเสียด้วยสิ) ท่านพี่เหล่านี้ได้บินลัดฟ้าไปพบเจอกับ Dr.Alex Moulton กันมาแล้วด้วย (ท่านเสียชีวิตเมื่อ 9 ธ.ค.2012) นับเป็นแฟนพันธ์แท้ ซึ่งไม่มีมากนักสำหรับยี่ห้อจักรยานที่ผลิตได้จำนวนน้อย และบางรุ่นผลิตแบบจำนวนจำกัด เอาเป็นว่าได้ฟังเรื่องการปั่นของพี่ๆ กลุ่มนี้มานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสปั่นด้วย 


แขกรับเชิญคือ ซันเต๋อ (ชื่อที่ผมตั้งให้) เป็นเด็กนักศึกษาจีน ที่มาซื้อจักรยานที่ร้านแล้วแวะเวียนมาหาของกินพร้อมฝึกภาษาไทยอยู่เป็นนิจ

ป๋าเสิด collector จักรยานหาตัวจับยากมาพร้อมกับเครื่องดื่มลื่นคอสำหรับใช้ตอนมื้อจบทริป  

น้องพลาย หนุ่มใหญ่การบินไทยผู้มีความรู้เกี่ยวกับโมลตัน และเป็นผู้ที่อยากให้มีกิจกรรมในครั้งนี้มาก

น้องแจ็ค ผู้ที่เคยอยู่เบื้องหลังการเกิดและการดับของวงการผันตัวไปเป็นคนขายหมูและอุปถัมภ์ BBQ สุดอร่อยในวันนี้  

พี่อิ๊ด สาวน้อยมิตรรัก BCS ตั้งแต่เริ่มเปิดร้านไม่เจอพี่นานแล้วแต่ยังแข็งแรงอยู่

พี่โกดักรอที่สะพานพระราม 4 ผู้ที่เผยไม้เด็ดตอนสุดท้ายกับเส้นทาง unseen ด้วยจักรยาน Brompton ที่พี่เขาเป็นหัวเรือใหญ่ชมรม Brompton Thailand fan club เลยไปขี่ยี่ห้ออื่นไม่ได้

             คุณไพรัช ลูกค้าและเพื่อนของช่างใหญ่ บอย BCS ที่อยู่แถวๆ ปากเกร็ด 
กว่าจะเตรียมตัวเสร็จล้อหมุนออกจากร้าน 8 โมงนิดๆ โชคดีที่อากาศไม่ร้อนเหมือนมีเมฆฝนมาปกคลุมในระดับต่ำ หลังจากฝัง Brief เส้นทางจากผม ทุกท่านขี่กันแบบมืออาชีพแถวเรียงหนึ่งตัดถนนด้านหลัง ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งวันนี้มีรัยปริญญากันพอดี รถราคับคั่งแต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับ 2 ล้อ ผมนำตัดถนนด้านแฟลตที่มีรถราไม่พลุกพล่าน แต่ด้วยความประมาทเลี้ยวหักศอกแบบลืมดูฝาท่อรถ New Series ไถลแพร่ด แต่ไม่ล้ม พี่วิผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวตอนติดไฟแดงถนนสามัคคีว่า ฉันนึกว่าเธอจะจับกบเสียแล้ว ผมตอบไปตามความรู้สึก รถมันดีไซด์มาดีครับ มันรับแรงซับแรงทั้งหมดไว้มือผมถึง control ได้ง่ายๆ  แล้วพอเลี้ยวขวาเข้าเส้นเลียบคลองประปามุ่งหน้าแจ้งวัฒนะ ผมขี่ตัวปลิวด้วยสปีดประมาณ 25+
ขบวนกลับมาทันใหม่ตรงถนนแจ้งวัฒนะช่วงก่อนขึ้นทางด่วน ผมเหลียวหลังมองขบวนขี่กันมืออาชีพมากๆ แต่ก็ไม่ควรเสี่ยง คราวหน้าไปเริ่มที่จุดปลอดภัยไร้รถราดีกว่า ผมหันไปหันมาไม่ทันระวังบังคับรถด้วยมือเดียวล้อหน้าสะดุดก้อนไฟสะท้อนแสงบนพื้นถนน แต่โชคช่วยเป้นครั้งที่ 2 รถบังคับคืนอาการเดิมได้อย่างรวดเร็ว  ระยะทางจากร้านมาถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ประมาณเกือบ 10 กิโลเมตร พี่โก Brompton มารออยู่นานแล้ว เราถึงจุดนี้ 8.40น.โดยประมาณ

เมื่อทักทายกันหอมปาก ก็ยกจักรยานขึ้นสะพาน ความสูงราวตึก 3 ชั้น เมื่อขึ้นมาถึงลมเย็นๆ เป็นรางวัล เราใช้เวลาชักรูปเป็นที่ระลึกกันพอสมควร อากาศยังเย็นอยู่ 

เมื่อยกรถลงสะพานครบทุกคัน บอย BCS นำขี่เข้าวัดบางจาก ผ่านร้านอาหารสุดเก๋ River Wine หนุ่มๆ แซวผมอย่าเพิ่งแวะ เดี๋ยวไม่ถึงไหน (เขาเปิด 16.00น.) ที่วัดนี้มี High Light คือพระพุทธรูปสีทองริมน้ำเจ้าพระยา หากมองจากเกาะเกร็ดจะเห็นเด่นเป็นสง่า

ใต้ฐานพระทำทางเข้าเป็นปากเสือ และพระราหู ให้คนได้ลอดเข้าไปทำบุญด้านใน นอกจากนี้ด้านหน้าวัดมีรูปปั้นเรื่องราวต่างๆ ปางต่างๆของพระพุทธเจ้า ที่น่าสนใจและหลอนแน่หากมากลางคืน

 
เส้นทางต่อไปเป็นถนนแบบต่างจังหวัดที่ไม่น่าเชื่อว่าจากร้าน BCS มาเพียง 10 ก.ม.จะได้รับความรู้สึกย้อนเวลาเช่นนี้ ถนนมีวัดต่างๆ มากมาย เราแวะถ่ายรูปเป็นจุดๆ ไป มีทั้งวัดเตย ซึ่งโบสถ์เก่าจมอยู่ในน้ำ น่าค้นหายิ่งนัก

ถัดมาถึง อบต.บางตะไนย์ ถนนเส้นนี้ให้ความรู้สึกร่มรื่น พี่นายังออกปากว่าอาศดีจัง ผ่านทุ่งนา และบ้านหลังใหญ่ แวะที่วัดบางตะไนย์ ซึ่งเป็นวัดใหญ่เงียบสงบมากๆ

 ด้วยคณะตั้งใจจะมานวดน่อง เลยพาขี่ไปอ้อมถนน 345 ซึงรายทางมีร้านกาแฟชาวบ้าน แต่น่าเสียดายปิดกันวันอาทิตย์ มีร้านจักรยานเก่าจากญี่ปุ่นที่พอบอกพี่วิ ไปว่าบางทีร้านนี้มี Moulton หลุดมา พี่วิรีบคว้ารถตัวเองที่สีเขียวใกล้กับรถคันหนึ่งในร้านให้ผมถ่ายรูปทันที

 


หลังจากวกเข้าถนนรองจาก 345 มุ่งสู่วัดสะพานสูง ผมพาอ้อมเข้าไปในวัดแล้วทะลุออกด้านข้างถึงจุดแวะ ร้านกาลครั้งหนึ่ง มีอาหารและเครื่องดื่มในบรรยากาศตามชื่อร้าน มีของเก่าโชว์ อาหารเครื่องดื่มราคาไม่แพง 1 อิ่มข้าว 35 บาท น้ำชามะนาว 15 บาท

 

ถึงจุดนี้เราเดินทางไปเกือบ 30 ก.ม.แล้วอากาศเริ่มร้อน หลายคนบอกยิงยาวเลยนะ แล้วไม่อยากยกรถขึ้นสะพาน ข้อดีของคณะที่มีคนไม่มาก คือสามารถปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ครับ ผมพาคณกลับทางเส้นทางที่หลายคนนึกออกว่านี่มันทางเดิมนี่หน่า แล้วก็จอดที่ท่าเรือ ใกล้ๆวัดเตย ผมจ่ายค่าเรือ 13 คัน+คน คุณไพรัชขอแยกกลับที่ร้านกาลครั้งหนึ่ง หลังรอเรือพักสั้นๆ ทั้ง 13 คนก็ลงเรือลำเดียวกัน มาขึ้นที่ฝั่งปากเกร็ดในตลาด

ผมพาเข้าซอกซอยมาผ่านถนนเส้นที่มีสถานสงเคราะห์เยอะๆ ที่ผมตั้งชื่อว่าซอยหดหู่ ทำไมเขาต้องเอาสถานสงเคราะห์คนพิการซ้ำซ้อน เด็กหญิง เด็กชายที่ถูกทิ้งมาไว้ในที่เดียวกันด้วยหนอ คิดอีกทีอาจสะดวกสำหรับผู้อยากบริจาค มาที่เดียวเหมือนศูนย์ราชการ แต่มันหดหู่ จริงๆ นะครับ

เส้นทางจักรยานที่มีแต่รถจอดยาว

 


ออกสู่ถนนติวานนท์ผมพาให้ย้อยทางเท้าที่ซึ่งทุกคนออกปากว่าเข้าใจหาที่ให้ลองสมรรถะของรถ Moulton นะ พี่โกหยุดถามผมว่าไป unseen ไหมริมน้ำในชลประทานนี่เอง ผมขอโหวตเสียงส่วนใหญ่เพราะอากาศร้อนไม่เหมือนเมื่อเช้าแล้วเวลาก็เลยเที่ยงไปแล้วด้วย เสียงส่วนใหญ่คือไปครับ พี่โกรับหน้าที่ต่อจากผม นำทุกคนเข้าสู่ที่พักอาคารริมน้ำ 3 ตึก พร้อมเล่าที่มาให้คณะฟัง อากาศยามบ่ายทุกท่านอยากจะผูกเตียง ต้มกาแฟ ปักหลักที่นี่ซะเลย พอเข้าใจ Style ของพี่ๆ กลุ่มนี้แล้วครับ ขี่แล้วงีบไม่รีบ พกเสบียงไปด้วย แบบนี้คราวหน้าเจอกัน

ได้เวลาชักภาพแล้วพี่โกปั่นนำ ป๋าเสิดมาจากไหนไม่ทราบยิงนำด้วยรถ single speed พี่โกไม่ยอม ผมกดตามไปดู ความเร็วเกือบ 40 จึงจะตามพวกเขาทัน แข็งแรงดีมากจริงๆ พี่โกพาไปสนามซ้อมลับในชลประทาน ระยะทาง 3.8 ก.ม.


เราขี่ในสนามยาวจนมาออกถนนติวานนท์ พี่โกแยกตัวกลับไปเงียบๆ 
ส่วนผมพาคณะเข้าสู่ซอยสามัคคี ให้ทดสอบรถกันอีกครั้งตลอดเส้นทางประมาณ 3 ก.ม. กับแดดร้อนเปรี้ยงราวฝนจะตก แต่ก็ไม่ตก กลับสู่ BCS บ่ายสองโมงแก่ๆ ทุกคนไม่มีใครพูดกัน ได้แต่มองหน้ากัน เมื่อชาอังกฤษเสริฟพร้อมน้ำแข็งในแบบของ BCS ความสดชื่นเริ่มฟื้นคืน พี่ๆ น้องๆ เริ่มคุยกันสนุกสนาน พร้อมการติดเตา BBQ ฝีมือน้องแจ็ค ปิ้ง BBQ พร้อมเครื่องดื่มลื่นคอจากป๋าเสิด

 

สามโมงกว่าพี่เวียงหมอนวดประจำ ที่นัดไว้ปรากฏกายขึ้น เรียกเสียงอือฮาได้ว่า นี่มีนวดจริงๆ เหรอ ก็บอกแล้วว่า “ปั่นนวดน่อง”